เป็นหลักธรรมที่สนับสนุนการบำเพ็ญเนกขัมมบารมี เพราะอบรมกาย วาจา ใจและ
สติปัญญาให้บริบูรณ์ มีความเกื้อกูลสนับสนุนซึ่งกันและกัน คือ ศีลเป็นรากฐานของสมาธิ๒๘ เมื่อ
ศีลบริสุทธิ์ดีแล้วเวลาทำสมาธิจิตก็จะสงบ เมื่อจิตสงบระงับไม่ฟุ้งซ่าน ปัญญาก็จะเกิดขึ้นตามลำดับ
ศีลมีหน้าที่กำจัดกิเลสอย่างหยาบที่บุคคลก้าวล่วงอกุศลทุจริต และแสดงออกมาให้เห็นทางกายและ
วาจาให้หมดไป สมาธิมีหน้าที่กำจัดกิเลสอย่างกลางให้หมดไป และปัญญามีหน้าที่กำจัดกิเลสอย่าง
ละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ในขันธสันดานให้หมดไป นอกจากนั้น ในส่วนของเนกขัมมะก็ยังมีส่วน
ช่วยในการสนับสนุนส่งเสริมให้ศีล สมาธิ และปัญญามีความเจริญก้าวหน้า การบำเพ็ญเนกขัมมะ
นั้นในส่วนของศีลทำให้ศีลมีความบริบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะศีลเป็นข้อปฏิบัติสำหรับฝึกฝนขัดเกลา
พฤติกรรมทางกายและทางวาจา เพื่อสร้างเสริมชีวิตให้สอดคล้องเกื้อกูลต่อการปฏิบัติธรรม เพื่อ
เข้าถึงจุดหมายที่ปรารถนายิ่งขึ้นไป การบำเพ็ญเนกขัมมะนั้นจึงต้องมีสติ สัมปชัญญะตั้งมั่นอยู่กับ Read the rest of this entry »
เมื่อพระเตมีย์ทรงทราบวาระจิตของเหล่าบรรพชิตที่ตามออกบวชกับพระองค์ว่า
บุคคลใดตรึกสิ่งใด ถ้าเป็นการตรึกในทางอกุศลพระองค์ก็จะเสด็จประทับนั่งแสดงธรรมสั่งสอน
ในอากาศ เพื่อสร้างศรัทธาและทำให้จิตใจของผู้นั้นชุ่มชื่นมีกำลังใจในการปฏิบัติเพื่อความสุข
ความสงบในชีวิตต่อไป ธรรมที่พระองค์ทรงแสดงคือ กุศลวิตก ซึ่งแปลว่า ความตรึกที่เป็นกุศล
ความนึกคิดที่ดีงามมี ๓ อย่างคือ
(๑) เนกขัมมวิตก ความตรึกออกจากกาม ความตรึกในทางสลัดความรักใคร่ในกาม
ความตรึกในทางสละความอยาก ในการลดความอยาก
(๒) อพยาปาทวิตก ความตรึกในความไม่ปองร้าย มีอาฆาตมาดร้าย ไม่คิดแก้แค้น
ความนึกคิดที่ประกอบด้วยเมตตา
(๓) อวิหิงสาวิตก ความตรึกในทางไม่เบียดเบียน ความนึกคิดที่ประกอบด้วยกรุณา
กุศลวิตก ๓ นี้เป็นธรรมที่พระเตมีย์ฤาษีทรงแสดงสั่งสอนเหล่าบุคคลทั้งหลายที่บวช Read the rest of this entry »
การบวชเนกขัมมะแยกออกเป็น ๒ คำคือ การบวชและเนกขัมมะ อนึ่ง การบวช
หมายถึงการงดเว้นจากความชั่วทุจริตทุกประการ ซึ่งเมื่อจัดตามทวารที่เกิดทุจริตมี ๓ ทางคือเกิด
ทางกายเรียกว่า กายทุจริตมี ๓ ประการคือ การฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม เกิด
ทางวาจาเรียกว่า วจีทุจริตมี ๔ ประการคือ การพูดเท็จ การพูดคำหยาบ การพูดส่อเสียด (ยุให้เขาแตก
กัน) การพูดเพ้อเจ้อ เกิดทางใจเรียกว่า มโนทุจริตมี ๓ ประการคือ โลภอยากได้ของผู้อื่น พยาบาท
ปองร้ายผู้อื่น เห็นผิดจากหลักธรรม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
๒.๒.๑ ประวัติความเป็นมาของการบวชเนกขัมมะ
ประวัติความเป็นมาของการบวชเนกขัมมะในคัมภีร์พุทธศาสนาเถรวาท การบวช
เนกขัมมะ หมายถึงการออกบวชทุกอย่าง ไม่ว่าจะในลัทธิศาสนาใด จะบวชเป็นฤาษี ดาบสหรือบวช
เป็นปริพาชก นิครนถ์เป็นต้น รวมอยู่ในคำว่า บวชเนกขัมมะทั้งหมด แม้ในทางพระพุทธศาสนา
ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้เป็นสัพพัญญูพระพุทธเจ้าผู้ทรงรู้โลก Read the rest of this entry »
การบวชเป็นสามเณร หมายถึงผู้บวชมีเพศชาย อายุต่ำกว่า ๒๐ ปี ถือว่ายังอยู่ในวัย
เด็กยังไม่บรรลุนิติภาวะ ยังไม่อยู่ในภาวะที่จะปฏิบัติตามระเบียบพระวินัย ได้เต็มที่ ซึ่งมีสามเณร
ราหุล เป็นสามเณรรูปแรก ในยุคแรกการบวชเป็นสามเณร บวชด้วยวิธีเรียนมูลกรรมฐาน หรือตจ
ปัญจกกรรมฐาน คือพิจารณา ผมขนเล็บฟันหนัง เป็นอารมณ์ ต่อมาบวชด้วยวิธีรับไตรสรณคมน์
และใช้มาจนถึงปัจจุบัน แต่ในปัจจุบันสามเณรต้องสมาทานและรักษาศีล ๑๐ ข้ออีกด้วย
๔) การบวชสามเณรี หมายถึงสตรีผู้ที่จะบวชเป็นภิกษุณี แต่มีอายุต่ำกว่า ๒๐ ปี
สามเณรีผู้มีอายุ ๑๘ ปี ต้องสมาทานประพฤติธรรม ๖ ประการ เป็นเวลา ๒ ปี จึงจะบวชเป็นภิกษุณี
ได้ ดังในพระวินัยปิฎกภิกขุนีวิภังค์ว่า
ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้สิกขาสมมติในธรรม ๖ ประการตลอด ๒ ปี แก่สามเณรีผู้
ยังเป็นกุมารีมีอายุ ๑๘ ปี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลสิกขาสมมตินั้น อันภิกษุณีพึงให้อย่างนี้ สามเณรี
ผู้มีอายุ ๑๘ ปีนั้น พึงเข้าไปหาสงฆ์ ห่มผ้าอุตราสงค์เฉวียงบ่า กราบเท้าภิกษุณีทั้งหลายแล้ว นั่ง
กระโหย่งประคองอัญชลีกล่าวอย่างนี้ว่า แม่เจ้า ดิฉันชื่อนี้ เป็นสามเณรีของแม่เจ้าชื่อนี้ มีอายุ ๑๘ ปี Read the rest of this entry »
การออกบวช เป็นวิธีที่ผู้หวังความหลุดพ้น นิยมทำกันมาแต่อดีต ตามวิธีการของแต่ละ
ความเชื่อทางลัทธิคำสอน ซึ่งมีเป็นจำนวนมากในแต่ละยุคสมัย ซึ่งไม่ว่าจะลัทธิคำสอนไหน มี
ความเชื่อและคำสอนตลอดจนมีแนวทางปฏิบัติอย่างไร แต่โดยสรุปที่เหมือนกันคือ การออกบวช
แม้ในพระพุทธศาสนา ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ก็ทรงใช้แนวทางการออกบวช
ดังที่นิยมทำกันมาแต่อดีต ซึ่งมิใช่แต่เพียงชาตินี้เท่านั้น แม้ในอดีตชาติก็ทรงบำเพ็ญมาแล้ว ดังที่
ปรากฎในพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎกเล่มที่ ๓๓ ที่พระพุทธองค์ ได้ทรงตรัสเล่าถึงการ
บำเพ็ญบารมี ๓๐ ประการถ้วน ในขณะทรงเสวยพระชาติต่างๆ ในส่วนของพระชาติที่ทรงบำเพ็ญ
เนกขัมมบารมี ๑) อโยฆรจริยา ๒) ภิงสจริยา ซึ่งมีตัวอย่างต่อไปนี้
๑) อโยฆรจริยา ว่าด้วยพระจริยาของพระอโยฆรราชกุมารพระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญ
เนกขัมมบารมี มีเรื่องเล่ามาว่าในกาลที่เพระพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ชื่ออโยฆรราชกุมารเป็น
พระโอรสของพระเจ้ากาสี เจริญวัยในเรือนเหล็ก จึงมีนามว่าอโยฆระ พระบิดาตรัสว่า เจ้าได้ชีวิต Read the rest of this entry »
พระอัครมเหสีของท้าวเธอทรงพระครรภ์ ประสูติพระราชโอรส แต่ถูกนางยักษิณีซึ่งเป็นคู่เวรกันกันมาแต่อดีตชาติ จับ
พระโอรสกินถึงสองพระองค์ ในวาระที่สาม พระมหาสัตว์เจ้าทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของ
พระเทวี พระราชาทรงประชุมมหาชนแล้วตรัสถามอุบายป้องกันนางยักษิณี มีคนทูลว่าธรรมดา
นางยักษิณีกลัวเรือนเหล็ก จึงตรัสสั่งให้ประชุมช่างเหล็ก แล้วทรงให้ช่วยกันทำเรือนเหล็ก พวก
ช่างเหล็กจึงก่อสร้างพระตำหนักเหล็กขึ้นภายในพระนคร พระราชเทวีทรงพระครรภ์แก่แล้ว จึงไป
ประทับยังตำหนักนั้น ประสูติพระราชโอรส พระราชากับพระอัครมเหสีทรงพระราชทานนามพระ
ราชโอรสว่า “อโยฆรกุมาร” ทรงจัดแจงอารักขาใหญ่ยิ่ง พระมหาสัตว์เจ้าทรงเจริญเติบโตในพระ
ตำหนักเหล็กนั่นเอง จนรู้เดียงสา ทรงศึกษาศิลปวิทยาทุกอย่างในที่นั้นแหละ พระราชาทรงทราบว่า
พระโอรสมีพระชันษา ๑๖ สามารถต่อสู้กับยักษ์ได้แม้ตั้งพัน จึงมีพระประสงค์จะมอบราชสมบัติแก่
โอรส ตรัสสั่งให้ตกแต่งทั่วทั้งพระนครแล้วเชิญพระโอรสออกจากตำหนักเหล็กนำมายัง Read the rest of this entry »
จะไม่มาถึงข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าไม่ปรารถนาราชสมบัติ ขอเดชะพระราชบิดา โปรดทรงอนุญาตให้ข้าพระองค์บวชเถิด พระโพธิสัตว์อโยฆรราชเมื่อจะแสดงธรรมโปรดพระราชบิดา จึงตรัสว่า
สัตว์ถือปฏิสนธิครั้งแรก อยู่ในครรภ์ตลอดคืนหนึ่ง ดำเนินไปไม่หวนกลับเหมือนเมฆหมอกที่ตั้งขึ้นแล้วลอยผ่านไป นรชนทั้งหลายประกอบพร้อมด้วยกำลังพล สู้รบอยู่ในสงคราม จะไม่แก่ไม่ตายก็หาไม่ เพราะว่ามณฑลแห่งปาณสัตว์นั้นล้วนถูกชาติและชราเบียดเบียน เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงมีความคิดว่า จะประพฤติธรรมแท้จริง ชีวิตของเหล่าสัตว์ทั้งปวงทั้งหญิงชายในโลกนี้ มีสภาพหวั่นไหว ปั่นป่วนเหมือนแผ่นผ้าของนักเลง เหมือนต้นไม้ที่เกิดใกล้ฝั่ง เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงมีความคิดว่าจะประพฤติธรรมทั้งคนหนุ่ม ทั้งคนแก่ ทั้งหญิง ทั้งชายทั้งบัณเฑาะก์ ย่อมมีกายแตกทำลายไปเหมือนผลไม้หล่นจากต้น เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงมีความคิดว่า จะประพฤติธรรม
พระราชาทั้งหลายทรงทราบความผิดอย่างชัดแจ้งแล้ว จึงทรงลงอาชญาคนผู้มีความผิด
ผู้ประทุษร้ายและผู้เบียดเบียนประชาชน แต่ไม่ทรงสามารถจะลงอาชญาพญามัจจุราชได้ เพราะเหตุ Read the rest of this entry »
